เปิดแผน ปตท.ปั้นสมาร์ทซิตี้ ลงทุนเมืองขอนแก่น 4.4 หมื่นล้าน รับรถไฟรางคู่ (มีคลิป)

"ปตท." เจาะขุมทรัพย์พัฒนาที่ดินการรถไฟฯ ชงข้อเสนอแผนแม่บทลงทุน 3.6 แสนล้านบาท สร้างเมืองอัจฉริยะ "สมาร์ทซิตี้" 10 ทำเล 10 จังหวัด กรอบเวลา 5-15 ปี เกาะกระแสโตไปกับเมกะโปรเจ็กต์รถไฟทางคู่ ไฮสปีด และเขตเศรษฐกิจพิเศษ สร้างโมเดลเชิงพาณิชย์รอบสถานีเลียนแบบญี่ปุ่น
แผนพัฒนา เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City "เทศบาลนครขอนแก่น" ของ ปตท.
ทำเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน-เมืองศูนย์กลางภาคอีสาน ขยายพื้นที่พาณิชยกรรมให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะรอบสถานีรถไฟขอนแก่นจนถึงถนนมิตรภาพ วางแผนให้เป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายระบบสัญจร รวมทั้งขยายโซนที่อยู่อาศัยออกไปถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้านทิศเหนือของเมือง โดยมี บึงแก่นนครเป็นพื้นที่สีเขียวและนันทนาการหลัก ลงทุน 44,019 ล้านบาท
คลิปจาก มติชนทีวี
นายสราวุธ เบญจกุล ประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เสนอผลการศึกษาและแผนลงทุนโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ภายใต้แนวคิดเมืองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด สะดวกสบายและปลอดภัย ตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่ของ ร.ฟ.ท.บริเวณรอบสถานีรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงใน 10 จังหวัด ซึ่งได้เสนอเรื่องถึงมือนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับทราบแล้ว แนวคิดร่วมลงทุนระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น อยู่ระหว่างเร่งรัดให้ ปตท.เสนอรายละเอียดที่ชัดเจน
"ผลการศึกษาของ ปตท.สอดคล้องกับแนวคิดบอร์ดที่ต้องการหารายได้พื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบสถานีรถไฟ มาเสริม รายได้จากการเดินรถ โดยมีโมเดลที่ ประสบความสำเร็จมาแล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะในญี่ปุ่น"
ลงทุนย่านพหลฯ 5 หมื่นล้าน
นายสราวุธกล่าวว่า เบื้องต้นข้อเสนอแผนลงทุนใน 10 จังหวัดของ ปตท.ส่วนใหญ่อยู่ในแนวรถไฟ และพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนที่มีศักยภาพ ลงทุนรวม 362,843 ล้านบาท ครบถ้วนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน คมนาคมขนส่ง และระบบสารสนเทศ
ประกอบด้วย "ย่านพหลโยธิน" เนื้อที่ 2,300 ไร่ เป็นชุมทางรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ในอนาคตเป็นที่ตั้งสถานีกลางบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) มีรถไฟฟ้าสายสีม่วงและบีทีเอสพาดผ่าน ทางกระทรวงคมนาคมกำหนดให้พื้นที่จุดนี้เป็นศูนย์คมนาคมขนส่งในอนาคต
โดย ปตท.เสนอให้พัฒนาเป็นพื้นที่เมืองใหม่ สร้างอาคารประหยัดพลังงานเพื่อต่อยอดกับเอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ในปัจจุบัน อีกทั้งให้มีการพัฒนาพื้นที่ติดสถานีเป็นย่านธุรกิจการค้าและบริการโดยใช้ระบบขนส่งขนาดรอง เช่น รถบีอาร์ที ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาแนวทางลงทุนมารองรับการเดินทางภายในพื้นที่ ทั้งในโซนโครงการเดิมและพื้นที่ใหม่ มีทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำนักงาน ที่อยู่อาศัย ลงทุน 52,361 ล้านบาท
"เชียงรากน้อย" รับทั้งปริมณฑล
"เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย" อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่ตั้งสถานีรถไฟสายสีแดง (รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์) และรถไฟความเร็วสูง มีศักยภาพพัฒนาเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรย่านธุรกิจ การค้า บริการ และย่านที่อยู่อาศัยทันสมัย ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวก เช่น การสื่อสารระบบไร้สาย เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ ฯลฯ รองรับความต้องการลูกค้าท้องถิ่น นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เงินลงทุน 44,474 ล้านบาท
"เทศบาลนครแหลมฉบัง" จ.ชลบุรี
เป็นพื้นที่ในเขตแหลมฉบังเมืองใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรืออีสเทิร์น ซีบอร์ด ต่อเนื่องกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และย่านที่อยู่อาศัย แนวคิดพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยของแรงงานนานาชาติ ออกแบบเชื่อมโยงพื้นที่ย่านที่อยู่อาศัยกับนิคมอุตสาหกรรม โดยมีระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะมารองรับ มีจุดจอดรถ พัฒนาพาณิชยกรรม ศูนย์ชุมชน ลงทุน 30,464 ล้านบาท
"เทศบาลนครภูเก็ต"
เน้นพัฒนาให้เป็นย่านการวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมหลัก และย่านธุรกิจการเงินที่สำคัญฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ลงทุน 36,188 ล้านบาท
"เทศบาลนครเชียงใหม่"
สถานีปลายทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ โครงการไลต์เรลเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟเชียงใหม่-ในเมือง-สนามบิน แนวทางการพัฒนาเน้นเป็นย่านพาณิชย์และสำนักงานรองรับการท่องเที่ยว ย่านการวิจัยและพัฒนารองรับแนวคิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล และย่านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ลงทุน 43,185 ล้านบาท
บูม "เด่นชัย" เมืองท่องเที่ยว
"เทศบาลตำบลเด่นชัย" จ.แพร่ พัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟเด่นชัยด้านทิศใต้ให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจร รองรับการเดินทางและการท่องเที่ยว ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ สำนักงาน โรงแรม ส่วนการพัฒนาโซนด้านเหนือกำหนดให้เป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการสัญจรภายในชุมชนเมืองเด่นชัย ต่อเนื่องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยย่านชานเมือง ปรับปรุงฟื้นฟูย่านพาณิชยกรรม และชุมชนเดิม รองรับจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในอนาคต ลงทุน 18,654 ล้านบาท
"เทศบาลเมืองหนองคาย"
การพัฒนาเน้นรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษและการค้าชายแดน ระบุพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟหนองคายพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม สำนักงาน และขยายพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบ ส่วนบริเวณสถานีนาทากำหนดเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าระบบตู้คอนเทนเนอร์ (CY) จากจีนและ สปป.ลาว ลงทุน 37,799 ล้านบาท
"แก่งคอย" จุดตัดอีสาน-ตอ.
"เทศบาลเมืองแก่งคอย" พัฒนาเป็นย่านโลจิสติกส์ เพราะเป็นจุดตัดรถไฟสายอีสานกับตะวันออก สร้างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) มารองรับ พัฒนาพาณิชยกรรมและย่านที่อยู่อาศัยรอบสถานีรถไฟแก่งคอยและเขตเมืองเดิม รวมถึงพัฒนานิคมอุตฯที่มีอยู่เดิมให้เชื่อมกับ ICD บริเวณติดถนนมิตรภาพ ในอนาคตเพิ่มแนวถนนสายรองให้เชื่อมย่านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ICD เพราะเป็นแหล่งงานสำคัญ ลงทุน 21,047 ล้านบาท
สุดท้าย "เทศบาลเมืองคลองหลวง" จ.ปทุมธานี
พัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยรถไฟภายในพื้นที่มีการพัฒนาโครงข่าย รถไฟเชื่อมโซนที่อยู่อาศัยไปยังสถานี เชียงรากและย่านพาณิชยกรรม สถานศึกษา ที่อยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลงทุน 34,652 ล้านบาท
"ผลประเมินทั้ง 10 แห่ง ย่านพหลโยธินมีศักยภาพเหมาะสมที่จะเริ่มพัฒนาก่อน จากนั้นเป็นเชียงรากน้อย แหลมฉบัง ภูเก็ต คลองหลวง เชียงใหม่ เด่นชัย ขอนแก่น หนองคาย และแก่งคอย ตามลำดับ"
แบ่งพัฒนา 5-15 ปี
นายสราวุธกล่าวด้วยว่า การดำเนินโครงการในผลการศึกษา ปตท.ระบุว่า พัฒนาเฟสแรกภายใน 10 ปีสำหรับพื้นที่พหลโยธิน เชียงรากน้อย แหลมฉบัง ภูเก็ต ส่วนคลองหลวง เชียงใหม่ เด่นชัย ขอนแก่น หนองคาย และแก่งคอย เสนอลงทุนระยะ 5-15 ปี
"สิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์และรถไฟไม่ขาดทุน คือ มีรายได้เพิ่มจากทรัพย์สินที่มีอยู่แล้ว ไอเดียของ ปตท.เป็นเรื่องที่ดี เพราะในต่างประเทศเขาก็ใช้โมเดลนี้ ตัวขนส่งเองไม่สามารถหากำไรได้ก็ต้องหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์มาเป็น ตัวเสริม" นายสราวุธกล่าวและว่า
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ด ร.ฟ.ท.อนุมัติโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ กม.11 เนื้อที่ 359 ไร่ และสถานีแม่น้ำ 277 ไร่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอเรื่องตามขั้นตอนไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเข้าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ต่อไป เนื่องจากเป็นการให้เอกชนลงทุน PPP ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 2556 ระยะยาว 30 ปี
ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจได้สอบถามไปยังบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุโครงการนี้นายชวลิต พันธ์ทอง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน รับผิดชอบดูแลโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและเพิ่มเติมข้อมูลให้มีความสมบูรณ์รอบด้านมากขึ้น
ที่มา
ข่าวประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559




